Chanon's profileคำว่ารัก บอกให้ฟังกันได้...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 12

    The Classic (My fabvorite romance movies)

                ถ้าเรารักใครสักคน..... แบบจริงจัง....คุณพร้อมที่จะรักเขา ....ตราบจนหมดลมหายใจหรือไม่
     
    อยากให้ใครหลายๆ คนที่ยังมองเรื่องความรักเป็นเรื่องล้อเล่น ได้ดูหนังเรื่องนี้จัง
     
    ที่เกริ่นมาแบบนี้ไม่ใช่อะไร พอดีไปค้น folderใน Harddisk USB ที่เป็น backup HDD เข้า
     
    แล้วเจอ เพลงประกอบภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ที่ประทับใจผมไม่รู้ลืม
     
    หลายคนคงจะได้ยินหรือเคยได้ดู หนังเกาหลีเรื่องนึง
     
    ฉายเมื่อปี 2003 (ประมาณตุลาคมได้ หนังไม่ค่อยฮือฮาเท่าไหร่ แต่เนื้อหา เพลงในหนัง...โดนมาก)
     
    ถ้าบอกชื่อเรื่องทุกคนจะต้องร้องอ๋อ
     
    ก็หลังจากปีนั้น หนังเรื่องนี้ ก็ถูกกล่าวขวัญว่าเป็น
     
    "ตำนานหนังโรแมนติคอมตะนิรันด์กาล"
     
    ที่ตั้งแบบนี้ก็ไม่ได้เวอร์ หนังมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
     
    THE CLASSIC
     
    เรื่องนี้แหละ ที่ทำให้ใครหลายๆคน ร้องไห้คาจอ ทุกครั้งที่ดู
     
     
    หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกาหลีหนึ่งในหนังเกาหลีที่ผมชอบมาก หลังจากที่ค้นหาซีดี อยู่นาน ปรากฏว่าไม่เจอ
    แสดงว่ามันต้องหายแน่ๆ นึกดูดีดี เอ เราไปลืมไว้ที่ไหน แต่จำไม่ได้ เอาเถอะ ยังไง คิดๆว่าจะซื้อเก็บไว้ เป็น DVD เลย หนังมันน่าสะสมนี่นา
     
                 หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือผู้กำกับคนไหนคงเดาได้ไม่ยาก ผลงานชิ้นล่าสุดของ KWAK Jae-yong ผู้กำกับมากฝีมือผู้เคยสร้างความประทับใจล้นหลามจากภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl และส่งนางเอกสาว Jeon Ji- Hyun จนโด่งดังมาแล้วทั่วเอเชีย
     
                 The Classic เล่าเรื่องราวของ Ji-hae และ Soo-kyoung สองสาวเพื่อนสนิทที่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมละครเวทีเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับ Sang-min  ชายหนุ่ม ซึ่ง Soo-kyoung แอบปลื้ม เธอวานให้ Ji-hae ช่วยเขียนอี-เมล์รักส่งถึง Sang-min อยู่บ่อยครั้งโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยว่า Ji-hae เองก็แอบมีใจให้ Sang-min เหมือนๆกับเธอ
     
    พระเอก(รุ่นพ่อ) Joon-haแสดงโดย Cho Seung-Woo
    นางเอก(รุ่นลูก)(จริงๆนางเอกแสดงสองรุ่นเลย)แสดงโดยSon Ye-Jin
     
       
                 Ji-hae เสียสละโดยยอมหลีกทางให้กับเพื่อนสาว เธอยังทำหน้าที่เขียนอี-เมล์ให้กับ Soo-kyoung แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้า Sang-min แม้ว่าเขาจะเชื้อเชิญเธอให้ไปเที่ยวหรือทางข้าวด้วยกัน กอปรกับในช่วงเดียวกัน Ji-haeได้ค้นพบสมุดบันทึกและจดหมายรักของคุณแม่ในตู้เก็บของ เธอจึงเก็บตัวเงียบ ใช้เวลากับการอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างตั้งใจ จนได้พบว่าความรักของคนรุ่นพ่อแม่ของเธอก็มีอุปสรรคนานัปการสาหัสยิ่งกว่าสิ่งที่เธอกำลังประสบ
     
                 แม่ของเธอคือ Joo-hee พบรักแรกกับ Joon-ha แต่เธอถูกผู้ใหญ่มั่นหมายให้แต่งงานกับลูกชายพ่อค้าใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนกับ Joon-ha ทั้งคู่จึงต้องเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อกันปิดบังทั้งเพื่อนและพ่อ เพื่อแอบพบกันอย่างลับๆ Joon-ha จำยอมเขียนจดหมายรักตามคำขอร้องของเพื่อนเพื่อส่งให้กับ Joo-hee  จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิด ส่งให้ Joon-ha ตัดสินใจบอกลา Joo-hee  และสมัครเข้ากองทัพเพื่อร่วมรบในสงคราม ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกัน Joo-hee  ได้มอบสร้อยเงินเส้นรักให้แก่ Joon-ha เพื่อเป็นสัญญาใจว่าเขาจะต้องมีชีวิตกลับมาเพื่อนำสร้อยเส้นนี้คืนเธอ
     
                  Ji-hae รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดในรุ่นคุณแม่ และพึงได้ตระหนักว่า การเสียสละบางอย่างเพื่อใครบางคนอาจเป็นสัมผัสอันงดงาม แต่ผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามสนอง ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใดมาสมานได้ชั่วชีวิต  
     
                 หนังโรแมนติกของเกาหลีส่วนมากทำได้ลึกซึ้งกินใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมมันจะต้องมีเวลา และอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์คงมีความหลังกลับช่วงเวลา เก่าๆ ละมั้ง ลองใครได้ย้อนนึกไปถึงอดีต ที่เราเสียใจ มันก็ยังจะคงเสียใจ จนถึงปัจจุบัน มันสะท้อน อารมณ์และความรู้สึก ได้ดีเป็นพิเศษ แต่ทว่าเรื่องนี้มันหลายเท่า ขนาดเป็นผู้ชาย ถ้าตั้งใจดูแบบไม่มีใครมากวน ให้ว่อกแว่ก หนังเรื่องนี้ก็เรียกน้ำตาได้ทุกครั้งเลยละ
     
     
     
     
     
    The Classic
    Starring: Cho Seung-Woo , Son Ye-Jin , Jo In-Sung
    Director: Gwak Jae-Yong
    Producer: Ji Yeong-Jun
    Genre: Romance, Drama
    Runtime: 132mins
    Country: South Korea
                      
     
     
     
               
    June 05

    ความบ้าเกมของผมสมัยยังเด็กตอนที่ 2

    เกริ่นนำ

    เช้าวันที่ 5 มิถุนายน 2548

    โอ้ว เราจะเป็นซุปเปอร์แมนรึไงเนี่ย .... เมื่อคืนไปเตะบอล แถมท่ามกลางสายฝน

    ต่อด้วย........ ไปนั่งดูบอลบ้านเพื่อน คู่ระหว่าง ฮอลแลนด์ กับ โรมาเนีย

    ดูได้ครึ่งแรก...... ก็จอด ขอตัวนั่งแท๊กซี่กลับบ้าน

    ......

    กลับมานอน ก็ปาเข้าไปตีสามครึ่งแล้ว...

    ดันตื่น 7 โมง แล้วนอนไม่หลับ ดีจริงๆๆๆ

    จะเป็น....ซุปเปอร์แมน เรอะไง เจริญจริงๆ

    **************************************************

    ความบ้าเกมตอนที่ 2

    หลังจากประสบปัญหา การเตะปลั๊ก จนทำให้เกมดับจากตอนก่อน

    ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับเกมตามมาอีกมากมาย 

    .... เราเอง ก็ถือเป็นนักเล่นเกมตัวยงเลย
    ในรุ่นถัดจากแฟมิคอม มา......ก็เป็น เครื่องดำ ที่มีขนาดใหญ่มาหน่อย

    "เครื่อง Mega Drive" นั่นเอง เกมส่วนใหญ่ที่เด่นๆ ที่จำได้สมัยนั้นก็คือ

    - Golden Axe I,II
    - นินจาชิโนบิ
    - เกมอะไรไม่รู้ ที่เราต้องสร้างฐาน และก็มีส่งรถถัง รถมอเตอร์ไซร์ และฐานมิสไซด์ไปก่อกวนฐานคู่ต่อสู้ เกมนี้มันมาก
    - และเกมอื่นอีกจิปาถะ


    เครื่องนี้ ผมก็อยากได้เป็นการส่วนตัว (นี่แหละมนุษย์ละ ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนเองมีหรอก)

    ก็เลยใช้ไม้ตายเดิม คือ ขอพ่อ หากสอบได้ที่ 1 อย่างที่เคยทำ ปีนี้ขอเครื่องนี้

    เครื่อง megadrive เป็นเครื่องที่ราคาตอนนั้นสูงกว่าแฟมิคอมพอตัวเหมือนกัน
    แต่ด้วยความอยากได้ คว้าที่ 1 จากการสอบเลื่อนชั้นมาครองอย่างสมใจ

    แต่รางวัลที่ได้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น .....
    เหตุเพราะว่า พ่อบอกว่า เครื่องเกมแฟมิคอม มีแล้วตั้งสองเครื่อง จะซื้อเครื่องอื่นทำไม ให้ขออย่างอื่นแทน
    เลยได้รถบังคับไปโดยปริยาย

    แล้วทำไมผมถึงมีแฟมิคอมสองเครื่องได้น่ะเหรอ?

    เรื่องมีอยู่ว่า ..... กาลครั้งหนึ่ง ตอนที่ผมได้เครื่องแฟมิคอมมาครองสมใจอยู่แล้วเครื่องหนึ่งนั้น ด้วยความติดเกมอย่างเมามัน.... เลยเอาเครื่องไปเล่นที่บ้านยายตอนปิดเทอมด้วย....

    ตอนนั้นไปอยู่นาน .... ประมาณเกือบสองเดือน ..... พ่อก็ไม่ได้ไปด้วย.....
    ด้วยความเหงาของท่าน ...ท่านก็เลยซื้อเครื่องใหม่ แฟมิคอมสีม่วง ย้ำสีม่วง (เหมือนจะสวยเลย)
    มาเล่น (ท่าทางจะไม่ใช่ผมคนเดียวที่ติดเกม ซะละ) ผมกลับมาก็ตกใจ ว่ามาจากไหนอีกเครื่องหนึ่ง
    เค้าก็บอก ว่า ไม่มีอะไรให้เล่นเลยซื้อเครื่องใหม่มา ..... สรุปผมเลยมีสองเครื่องตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    เจ้าเครื่อง megadrive นี่ผมส่วนมากจะเล่นของเพื่อน ไม่ก็ร้านน่ะ เครื่องนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นบ่อยเท่าไหร่
    เลยไม่หวือหวาเท่าที่ควร

    หลังจากนั้น ผมมีโอกาสย้ายบ้านนนนน  เจ้าเครื่องเกมทั้งหลายที่ผมเคยมี มันก็ป่วยตามการเวลาไปซะงั้น
    สรุป ผมเริ่มไม่มีเครื่องเกม ครอบครองอีกแล้ว .......เวลาเล่นเกม จึงต้องไปร้านเกมอย่างเดียวเท่านั้น

    .....ด้วยการที่ผมเล่นร้านเกมประจำ .... ประกอบกับอยู่แถวราม .....สภาพแวดล้อมมันช่างต่างจากบ้านเก่าเสียเหลือเกิน ดูสิ่งยั่วยุจะเยอะขึ้น ... เพื่อนๆที่พานอกลู่นอกทาง .... เยอะขึ้น มันไม่เหมือนเพื่อนที่โรงเรียนเก่า

    และแล้วเจ้าเพื่อนตัวดี ก็พาเข้าร้านเกมเป็นว่าเล่น  .....เราก็ติด

    อยากจะบอกว่านี่เป็นผลเสียของการเล่นเกม ถ้าเราไม่รู้จักแบ่งเวลา

    ข้อเสียที่ผมโดนก็คือ
    1. เสียสายตา - สายตาเริ่มสั้นจนต้องใส่แว่น (ปัจจุบันสั้นมาก 600+ ได้ แต่ใส่คอนแทคเลนส์ เพราะสะดวกเวลาเตะบอล)
    2. เสียการเรียน - ถ้าไม่แบ่งเวลาดีดี ก็เสียการเรียน ตอน ประถม หลังจากย้ายโรงเรียน มาเรียนที่วัดเทพลีลา อาจารย์ ขู่เพื่อนใหม่ไว้ ว่า คนที่มาใหม่เก่งมากสอบได้ที่ 1 จากโรงเรียนเดิมทุกปี เค้าอาจจะมาแย่งตำแหน่งจากที่นี่ไปได้ ให้ระวัง (เหนือฟ้ายังมีฟ้า ผมสอบเทอมแรกได้ที่ 4 เทอมหลังการเรียนตกต่ำถึงขีดสุด เพราะเกม สอบได้ที่ 17)
    3. เสียแฟน - ผมเห็นมาเยอะ ตัวเองติดเกม แต่แฟนไม่เล่น  แล้วก็บ้าเล่นจนไม่มีเวลาให้เค้า เค้าก็ไปหาคนอื่นดิ(อันนี้ผมไม่เดยโดนนะ ดูจากเพื่อนน่ะ มันติด Ragnarok online)

    ยังมีอีกหลายประการเลย ลองไปคิดกันดูละกัน แล้วเมล์มาบอกด้วยว่าข้อเสียมีอะไรอีก (ถ้าอ่านตรงนี้นะ)

    ช่วงนี้ผมถือเป็นยุคมืดแห่งเกมของผม เพราะเสียตังค์เล่นเกมเป็นเว่าเล่น
    ชั่วโมงละ 15  - 20 บาท
    แต่ผมเล่นร้านได้ไม่นาน ผมก็ได้เครื่องเกมใหม่จากอาที่อยุ่ที่ญี่ปุ่นส่งมาให้  

    เกมมือถือ ครับ เกมมือถือ

    Game Boy นั่นเอง โอ้วพระเจ้าจอร์จ มันยอดมากกกกกกกก.....
    และระหว่างที่ผมได้เกมบอยนั้น
    ก็มีเครื่องเกมที่ออกมาใหม่เหมือนกัน แต่ไม่นิยมในบ้านเรา .....

    PC Engine เครื่องเกมที่มีเกมต๊องๆ ฮาๆ ที่จับเอาคู่ทะเล่นจากจอแก้วฝั่งญี่ป่นมาเป็นตัวละครหลัก
    ถ้าใครเคยดูช่อง 7 จะต้องร้องอ่อ ก็ไม่ใช่ใคร สองคุ่หูคู่ฮา เจ้าของเสียง "ได โจ โม ดายยยยย (ออกเสียงผิดขออภัย)" ชิมูระ เคน & คาโต้ นั่นเอง หุหุ ละครก็ตลกละ เจอเกมนี่อย่างฮา จริงๆ  มีใช้ท่าไม้ตาย ตดสนั่น ท่า เจรจากับศัตรู โอ้ย แล้วอีกหลายอย่าง ... ใครพอจะหา เล่นได้ตอนนี้ถือว่าเจ๋งมาก

    สงสัยผมคงต้องต่อตอน 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของ ความบ้าเกม the series แล้วละ

    ตอนต่อไปจะว่าด้วยเรื่อง เครื่องเกมรุ่นถัดมา จนถึงปัจจุบัน

    ....ผมถือว่าเป็นยุคทองของความบ้าเกมจริงๆ เพราะมันค่อนข้างจะสัมผัสเกมเยอะขึ้น หลากหลายขึ้น
    ตั้งแต่เครื่อง  Super Famicom ,Neo Geo , Game Gear. Playstation, Play station 2 รวมไปถึง Platform ที่ผมใฝ่ฝันก็คือ PC (อยากมีคอมเป็นของตัวเองมานาน แต่ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ราม แม่แยกทางกับพ่อ ผมเลยขออะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะแม่เค้าก็ไม่มีแรงที่จะตอบแทนส่วนที่เราเคยทำเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้)

    เอาละ ได้เวลาไปซักผ้าตากผ้า แล้วววว................... ค่อยมาว่ากันต่อที่ ตอนที่ 3 จ้า

    TO BE CONTINUED PART 3(FINAL PART) 

    June 03

    งาน Bangkok Game Show เริ่มแล้ว พร้อมกับย้อนรอยความบ้าเกมตั้งแต่สมัยเด็กของตัวเอง

    เช้าตรู่.....วันที่ 3 มิถุนายน 2548

    ตื่นมาเวลา 6.10 น.

    เวลาที่ไม่อยากตื่น .... อยากนอนต่ออีกสองชั่วโมง

    เปิดเว็บที่ตัวเองเคยทำไว้ อ่ะ เว็บนี้เลย www.rpgthai.com

    เอ๋ ?!!? นี่เราไม่ได้อัพเดทข่าวเลย เว็บเลยดูไม่มีความทันสมัย ฉับไว แล้วใครมันจะเข้ามาดูฟะ

    เลย อัพเดทข่าวซะหน่อย (1 ข่าว เหมือนจะเยอะ)

    สังเกต เห็น......

    อ่า มีน้องคนนึงโพสต์ Event เกี่ยวกับงาน Bangkok Game Show จัดโดย Future Gamer นี่นา

    อ่ะ มันเริ่มวันนี้นี่หว่า สงสัยต้องแว่บไปซะหน่อย งานมีแค่สามวันเท่านั้นเอง

    คงเอากล้องไปด้วย เก็บภาพบรรยากาศมาลงเว็บ และเอามาโพสต์บน Blog นี้ด้วย (จะลงในโอกาสถัดไป)

     

    ... เมื่อพูดถึงเรื่องเกมแล้ววววว  คิดถึงวันวานนนนนนนนนนนน

    555 วันวานยังหวานอยู่ ว่าไปนั่น......

    ก็เรามันเป็นคนบ้าเกม มาตั้งแต่เด็กแล้วนี่

    ย้อนไปสมัยเมื่อแบเบาะ จำได้ว่า ตอนนั้น ไม่มีเกมอะไรบูมเหมือนสมัยนี้ ตอนนั้นจะบ้าตุ๊กต่น ตุ๊กตา รถเครนหรือรถไฟ ที่วิ่งตามราง แค่นั้นก็หรูแล้ว

    โดยเฉพาะ ตุ๊กตุ่น คาเมนไรเดอร์ ดราก้อนบอล จะมีมากเป็นพิเศษ ก็มันชอบแถมจากขนมหลอกเด็กสมัยนั้นนั่นละ
         มีทั้ง คัมคัม โดราเอมอน(หลอกให้เราสะสมสติ๊กเกอร์แล้วก็ไม่ไปแลก เฮ้อ หมดเป็นพันได้มั้ง) บับเบิ้ล ลู และอีกสารพัดขนมหลอกเด็ก หลากสีสัน หลากยี่ห้อ

    เด็กๆ จะได้ของขวัญวันเกิด ชิ้นเล็ก เป็นของเล่นซะส่วนมาก แต่ทว่า โตมาหน่อยก็ไม่ได้ละ ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน

    ไอ้เรามันเห็นเพื่อนบ้าน มันมีเจ้ากล่องเหลี่ยม รูปร่างๆประหลาดๆ  เจ้าตัวนี้มันเสียบกะคอม แล้วมีปุ่มกดให้บังคับเส้นยึกยือ ให้วิ่งไปมา แล้วมีลูกวิ่งๆไปวิ่งมา ออกทางจอทีวี บางทีมันก็เล่นคล้ายๆ ยาน ยิงๆ ยานลำอื่นๆ

    ตอนนั้นเห็น อ๊ะ !!? อะไรหว่า นี่หรือเครื่องเล่นเกม โอ้ววว อยากได้จัง  พอถามไปถามมา เพื่อนตอบว่า เครื่องนี้เรียกว่า เครื่อง Atari สมัยนั้น แพงมาก ไอ้เราก็ไม่มีปัญญาซื้อแหงๆ เพราะบ้านจน

    เลยได้แต่ดูมันเล่น เล่นเองก็ไม่เป็น ..... (อย่าให้ตูมีเงินบ้างนะเมิง)

    หลังจาก Atari บูมได้ไม่นานนัก เจ้ายุ่น ก็ออกเครื่องใหม่ ที่ค่อนข้างสะท้านวงการมากๆ เจ้าเครื่องนี้มีชื่อว่า Famicom หรือ Family แล้วแต่จะเรียก ซึ่งเป็นเกมที่ต้องใช้ตลับเล่น และก็ราคาเครื่องแพงมากในสมัยนั้น (3000-4000 บาทได้มั้ง) เครื่องนี้ดีกว่ Atari ซะด้วย เพราะมันเป็นสีสันสวยงาม (เทียบกับสมัยนี้ ห่วยบรมเลยละ)

    เหอๆ ในที่สุด ฉันก็ได้เป็นเจ้าของมัน ด้วยพันธะสัญญา กับพระบิดา ว่า หาก เสด็จลูกสอบได้ที่ 1 เสด็จพ่อจะเจียดเงินในท้องพระคลังซื้อมาให้ เอิงเอย ....  ฉันก็สู้ดิ  แทบจะร้องออกมาตอนทำข้อสอบเลย ว่า

    สู้โว้ย!!!!!!!

    แล้วก็ได้มันมาครอบครองสมใจ (แต่ข้อเสนอพระบิดาโหดมากกกกกก ที่ 1  ไม่ใช่ขี้ๆ นะนั่น)

    สอบได้ที่ 1   รางวัล = เครื่องเกมแฟมิคอม 1 เครื่องพร้อมจอย กับเกม มาริโอ 1 และ อีกหลายๆเกม เหอๆ

    แล้วก็เล่น กับพ่อ กับน้อง (ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่เลยช่วงนั้น)

     

    การที่เรามีจุดหมาย มีเป้าหมาย มันเป็นแรงผลักดันให้เราสำเร็จกิจ ให้ลุล่วงเป้าหมายไปได้  สอบได้ที่ 1 ได้เกม

    อ่ะ ปีหน้าเอาอีก

    เจ้าชายชานนท์ : อ่า เพลาหน้า ถ้าสอบได้ที่หนึ่งอีก ขอของขวัญแบบปีนี้ได้ไหมพะยะค่ะ
    เสด็จพ่อ : ลูกทำได้อีก เสด็จเตี่ย เอ้ย เสด็จพ่อก็จะมีบำเหน็จให้อีก จะตบรางวัล ฉาด ๆ อย่างงาม
    เจ้าชายชานนท์ : ขอบพระทัย เสด็จพ่อมากพะย่ะค่ะ เอิ๊ก ๆ (ปีหน้าเตรียมเชือดนิ่ม เอารางวัล)

    แล้วก็ได้ทุกปีจริงๆ ติดกัน 5  ปีเลย..... 5555+

    เข้าเรื่องเกมต่อ......

    เจ้าเครื่อง Famicom มันจะมีเกมในตำนานที่กระผมชอบ อยู่ค่อนข้างจะเยอะ จัดเป็นประเภทได้ดังนี้

    1. Action แบบ เดินหน้าลุย ได้แก่ Mario 1-3 , Mario Brothers , Zelda,มาไคมูระ (สุดหิน) 
    2. Shooting Action ได้แก่ อันนียกให้ Contra1-2  ไปเลย ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้ว
    3. RPG ได้แก่ Final Fantasy 1-2
    4. Racing ได้แก่ Road Runner (อันนี้ไปอยู่ในตลับรวมบ่อยมาก ที่ชอบเพราะมันเร็วดี เป็นเกมแรกๆที่เล่น)
    5. Action Adventure ได้แก่ คูนิโอขอร๊าบบบบ ชอบทุกภาคเลย
    6. Strategy RPG ได้แก่ ดราก้อนบอล Z จ้า ภาคดาวนาเม็ก
    และอื่นๆ

    จริงๆมีเยอะมาก แต่วันนี้จำได้เท่านี้อ่ะ

     ขอยกวีรกรรมอันน่าจดจำ (มั้ง) สักหนึ่งเกม
    เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง...

    เล่น Mario 3 กะว่าจะให้น็อค พอดีช่วงปิดเทอม....
    เสด็จพ่อ ไฟเขียว ให้เล่นดึกได้..
    เลยโจ้เกมกันทั้งพ่อทั้งลูก เพื่อตะลุยดินแดนมหัศจรรย์ ไปพร้อมกับตาหนวด ผู้เก่งกาจ
    เอ้า โย่ว ไปช่วยองค์หญิงพีซกลับมา พร้อมเด็ดหัวเจ้าคุปป้า จอมโฉดกันดีกว่า
    การเดินทางอันยาวนาน ......
    กว่าจะผ่านถึง World 8 ซึ่งเป็น World สุดท้าย ได้
    ก็เล่นซะเช้าเลยน่ะ มากกว่า 8 ชั่วโมงเลยมั้ง ที่เล่นน่ะ
    กำลังจะเผชิญหน้ากับคุปป้า ....
    คิดว่า จบแน่ วันนี้ (พ่อลูกคิดเหมือนกัน)

    แต่.... เราทั้งสอง (พี่น้อง Brother) คุณลูก Mario คุณพ่อ luise
    ก็ต้องประสบกับคุณป้า เอ๊ย คุณแม่

    คุณแม่ : (งัวเงีย ลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน พร้อมเสียงด่า) เฮ้ย ไม่หลับไม่นอนกันเลยรึ เล่นถึงเช้าเลย ทั้งพ่อทั้งลูก ท่าจะบ้า
    คุณพ่อ Luise : อ่า.. ไหนๆ ลูกมันก็ปิดเทอมแล้ว นานๆทีน่า จะเคลียร์เกมนี้แล้วด้วย ไม่เป็นไรหรอก
    คุณลูก mario : (ไม่สนใจ กำลังมีสมาธิ กับการกระโดดข้ามเหวลาวา อย่างเมามัน)
    คุณแม่ : เอาเข้าไป ลูกจะเสียการเรียนหมด
    คุณพ่อ Luise : ก็เห็นมันสอบได้ที่ 1 ทุกที เพราะเกมนี่ละล่อใจมัน
    คุณแม่ : เฮ้อ (พร้อมกับกวาดบ้านเข้ามาใกล้ที่สองพ่อลูกนั่งเล่นเกมออยู่)

    และแล้ว หายนะครั้งใหญ่ ก็มาเยื่อนสองพี่น้อง Brothers จนได้

    เปรี้ยง พลั่ก ... พรึ่ด ...ฟุ่บ

    เฮ้ย !!!!!!อึ้งคาจอย

    ... จะ จอ จอ ดับไป  ต่อ.. หน้า .. ต่อ.. ตา..

    คุณแม่เตะปลั๊กน่ะเอง

    คุณแม่ : อ้าว ขอโทษที กวาดบ้านอยู่ มองไม่เห็นปลั๊ก เลยเดินเตะ (สมน้ำหน้า เจอแผนไล่ไปนอน โฮะ ๆๆๆๆ)

    คุณพ่อ & คุณลูก สมาคม Brothers : เซ็งจอร์จจจจจจจจจ!!!  ปายนอนดีกว่า  ฝากไว้ก่อนเหอะ คุปป้า และคุณแม่

    คร่อกกก

    อ่า มีภารกิจ ต้องไปตากผ้า อาบน้ำ ไปทำงาน ละ เด๋วมาต่อตอนที่สองนะ

    TO BE CONTINUED..................PART 2